Monthly Archives: July 2017

มาดูความยิ่งใหญ่ของ Blue Whale

วันนี้เล่น Facebook ไถ feed ไปเรื่อยๆ ป๊าดอะไรเนี่ยภาพจริงหรือตัดต่อ ไม่ได้แล้วต้องแว๊บเข้าไปดู

วีดีโอนี้เป็นของ Slater Thomas Moore Slater Moore Photography @slatermoorephotography และ Newport Coastal Adventureโน้นเลยจากแคลิฟอร์เนีย เห็นแล้วว๊าวเลย เรานี่เป็นเพียงแค่เสี้ยวเล็กของธรรมชาติเอง แต่ทำตัวกร่าง ทำลายสมดุลธรรมชาติได้อย่างร้ายกาจ แหมชีวิตนี้ก็อยากมีประสบการณ์อย่างนี้สักกะครั้งเนอะ

Blue whale ชื่อไทย วาฬสีน้ำเงิน ชื่อวิทยาศาสตร์: Balaenoptera musculus) เป็นวาฬบาลีน (Balaenopteridae) และถือเป็นสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก วาฬสีน้ำเงินในขนาดปกติโดยทั่วไปจะยาวประมาณ 26-29 เมตร แต่ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยพบมีความยาว 31.2 เมตร น้ำหนักเมื่อโตเต็มที่ ประมาณ 100-200 ตัน เฉพาะลิ้นก็มีน้ำหนักเกือบเท่าช้างหนึ่งตัว หัวใจมีขนาดเท่ารถยนต์คันหนึ่ง และเส้นเลือดบางเส้นกว้างขนาดที่มนุษย์พอจะลงไปว่ายน้ำได้ และครีบหางก็มีขนาดกว้างกว่าปีกของเครื่องบินโดยสารขนาดเล็ก จัดเป็นสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกเท่าที่เคยมีมา มีขนาดใหญ่กว่าไดโนเสาร์ชนิดที่ใหญ่ที่สุดในโลก

กินเคยและแพลงก์ตอนเป็นอาหาร แต่ก็อาจจะกินสัตว์น้ำขนาดเล็กเช่น ปลาขนาดเล็กเข้าไปด้วย สามารถดำน้ำลงไปหาอาหารได้ลึกถึง 100 เมตร และปกติจะดำน้ำนาน 20 นาที แต่มีบันทึกสูงสุดว่าดำได้นานถึง 40 นาที และพ่นน้ำได้สูงถึง 9 เมตร

นอกจากนี้แล้ว วาฬสีน้ำเงินยังเป็นสัตว์ที่ส่งเสียงร้องได้กว้างไกลที่สุดในโลกอีกด้วย โดยสามารถส่งได้ได้ดังถึง 1,500 กิโลเมตร ในลักษณะของคลื่นเสียงที่มีความหลากหลาย ซึ่งเชื่อกันว่าไม่ได้เป็นไปในการสื่อสารเพียงอย่างเดียว หากแต่ยังใช้การนำทางอีกด้วย

ที่มา: th.wikipedia

ภูเขาน้ำแข็งที่แตกจากแอนตาร์กติกาเริ่มเคลื่อนตัวแล้ว

ภาพถ่ายล่าสุดจากดาวเทียมสังเกตการณ์เดมอส-วัน (Deimos-1) ชี้ว่าภูเขาน้ำแข็ง A-68 ซึ่งเป็นก้อนน้ำแข็งขนาดยักษ์ขนาด 6,000 ตารางกิโลเมตร ที่เพิ่งแตกออกจากหิ้งน้ำแข็งลาร์เซน ซี ของทวีปแอนตาร์กติกาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ได้เริ่มเคลื่อนตัวออกห่างจากริมขอบทวีป และกำลังจะลอยออกสู่ทะเลเวดเดลล์มากขึ้นแล้ว

ดาวเทียมเดมอสวันใช้เรดาร์และเซ็นเซอร์ตรวจจับรังสีอินฟราเรดสำรวจสภาพล่าสุดของภูเขาน้ำแข็ง A-68 พบว่ามีความเคลื่อนไหวเป็นไปตามที่คาดการณ์กันไว้ก่อนหน้านี้ โดยพบว่าภูเขาน้ำแข็งเริ่มแยกตัวออกจากขอบทวีป จนเผยให้เห็นน้ำทะเลเบื้องล่างตรงร่องแยกอย่างชัดเจน

น้ำแข็งทวีปแอนตาร์กติกา01

นักวิทยาศาสตร์คาดว่าในช่วงแรกภูเขาน้ำแข็ง A-68 จะเคลื่อนตัวออกตามแนวลาดเอียงของผิวน้ำในมหาสมุทรซึ่งเกิดจากกระแสลม แต่แรงโคริออลิส (Coriolis) ซึ่งเป็นแรงเฉื่อยที่กระทำต่อวัตถุบนโลกซึ่งเคลื่อนที่ในแนวเหนือ-ใต้ขวางทิศทางการหมุนรอบตัวเองของโลก จะชดเชยให้ภูเขาน้ำแข็งนี้ยังไม่เคลื่อนออกห่างจากขอบทวีปมากนัก ภาพถ่ายดาวเทียมยังชี้ว่า ส่วนหนึ่งของแผ่นน้ำแข็งบางที่ก่อตัวอยู่ริมขอบภูเขาน้ำแข็งนี้กำลังแตกตัวออกอีกด้วยน้ำแข็งทวีปแอนตาร์กติกา02

คณะนักวิทยาศาสตร์จากสถาบันอัลเฟรด เวเกเนอร์ เพื่อการวิจัยขั้วโลกและทะเลในเยอรมนี ได้ทำนายทิศทางการเคลื่อนตัวของภูเขาน้ำแข็งนี้โดยใช้แบบจำลองคอมพิวเตอร์ ซึ่งคาดว่าจะมีการเคลื่อนตัวจากทะเลเวดเดลล์ขึ้นไปถึงทางตะวันออกของคาบสมุทรแอนตาร์กติก และเข้าสู่มหาสมุทรแอตแลนติกตอนใต้ มุ่งหน้าไปยังหมู่เกาะจอร์เจียใต้และหมู่เกาะแซนด์วิชใต้ (South Georgia and South Sandwich Islands) ซึ่งเป็นดินแดนโพ้นทะเลของอังกฤษต่อไป

บรรดานักวิทยาศาสตร์กำลังเตรียมทำการศึกษาเรื่องใหม่ๆ ที่เป็นผลจากการแยกตัวของภูเขาน้ำแข็งขนาดมหึมาใหญ่เกือบ 4 เท่าของกรุงเทพมหานครในครั้งนี้ เช่น ผลกระทบต่อสมดุลของโครงสร้างหิ้งน้ำแข็งลาร์เซน ซี ที่ยังเหลืออยู่และหิ้งน้ำแข็งใกล้เคียง รวมทั้งการศึกษาชีวิตใต้ทะเลที่อาจมีการค้นพบสัตว์และพืชชนิดพันธุ์ใหม่ที่ไม่เคยค้นพบมาก่อนหน้านี้เพราะภูเขาน้ำแข็งขนาดใหญ่ปิดบังไว้

ที่มา: bbc Thailand

สมองของสิ่งมีชีวิตอะไรที่ใหญ่ที่สุดในโลก

สมองของของวาฬสเปิร์ม ได้ชื่อว่าเป็นสมองของสิ่งมีชีวิตที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่ยังมีชีวิตอยู่ โดยมีน้ำหนักมากถึง 7.8 กิโลกรัม ขนาดสมองที่ใหญ่ของวาฬสเปิร์มนั้นไม่ได้แปลว่ามันเป็นสิ่งมีชีวิตที่ฉลาด

วาฬสเปิร์มโตเต็มที่มีขนาดความยาวประมาณ 15-20 เมตร ลูกแรกเกิดยาว 3.5-4.5 เมตร แม่วาฬใช้เวลาตั้งท้องนาน 16-17 เดือน ลูกจะอาศัยอยู่กับแม่เป็นเวลาประมาณ 13 เดือนจึงแยกออกหากินอิสระ ขนาดโตเต็มที่ยาว 12-18 เมตร น้ำหนักมากถึง 28 ตันสมองวาฬสเปิร์ม

ที่มา: สำรวจโลก

หมึกก็บินได้นะรู้หรือยัง

เราก็เคยคิดว่าหมึกก็แค่อาศัยว่ายน้ำอยู่ใต้น้ำ ไม่รู้ว่าแอบบินได้ด้วย

Japanese flying squid : หมึกบินญี่ปุ่น มีชื่อวิยาศาตร์ว่า Todarodes pacificus พวกมันใช้ชีวิตอยู่มหาสมุทรแปซิฟิกในพื้นที่โดยรอบญี่ปุ่น ตามแนวชายฝั่งของจีน มันสามารถอาศัยอยู่ในน้ำที่มีอุณหภูมิ 5 – 27 องศาเซลเซียส หมึกสายพันธุ์นี้อาจจะมีน้ำหนักได้ถึง 0.5 กิโลกรัม

วงจรชีวิตจะโยกย้ายไปตามกระแสน้ำรอบๆญี่ปุ่น ต้องหาแหล่งใหม่ๆที่ปล่อยภัย ตัวผู้จะมีถุงสเปิร์ม ซึ่งตัวผู้จะใช้หนวดดึงถุงสเปิร์มนี้ไว้ในตัวตัวเมียบริเวณรอบปาก หมึกตัวเมียเมื่อวางไข่แล้ว น้ำหนักจะค่อย ๆ ลดลงและตายลงในที่สุด หมึกตัวเมียจะวางไข่ครั้งละ 300 – 4000 ฟอง จะใช้เวลาในการฟักไข่ 102 – 113 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิของน้ำ

สำรวจโลก_หมึกบิน_aการที่หมึกจะบินนั้นขั้นตอนแรก มันต้องทำการพับครีมหลังลงไปในน้ำ ต่อมาก็ทำการซิกแซกโดยการกระจายของครีบ จากนั้นทำการพ่นแรงดันน้ำที่มีความสูงออกมาก และทำการเปิดชั้น mantle ที่จะทำให้ลากตัวบนน้ำได้

สำรวจโลก_หมึกบิน_b

หมึกเหล่านี้จะร่อนขึ้นเหนือน้ำได้ไกล 11.2 เมตร ต่อวินาที ในขณะที่นักวิ่งเหรียญทองโอลิมปิก 2012 วิ่งได้ 10.31 เมตรต่อวินาที หมึกจะอยู่ในอากาศได้ประมาณ 3 วินาที ร่อนได้ไกลถึง 30 เมตรต่อเที่ยวบิน
สำรวจโลก_หมึกบิน_c

วิธีการบินของหมึกบินญี่ปุ่นนี้เพื่อเอาตัวรอดจากสัตว์ได้แค่บางชนิด แต่ก็ยังไม่รอดจากการล่าของสัตว์จำพวกเลี้ยงลูกด้วยนมอย่างฝูงวาฬ ฝูงโลมา แมวน้ำ เป็นต้น

ที่มา : สำรวจโลก

ลูกแอกโซลอเติล

ลูกแอกโซลอเติลแอกโซลอเติล เป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำในอันดับซาลาแมนเดอร์สายพันธุ์หนึ่ง กระจายพันธุ์เฉพาะทะเลสาบหรือพื้นที่ชุ่มน้ำใกล้กับกรุงเม็กซิโกซิตี ประเทศเม็กซิโกเท่านั้น จุดเด่นของแอกโซลอเติลก็คือ มีพู่เหงือกสีแดงสดซึ่งเป็นอวัยวtช่วยในการหายใจซึ่งติดตัวมาตั้งแต่ฟักออกจากไข่ และเมื่ออวัยวะส่วนใดของร่างกายขาดหายไปจะสามารถซ่อมแซมตัวเองได้ ไม่ว่าจะเป็นอวัยวะภายนอกหรืออวัยวะสำคัญภายใน

แอกโซลอเติลตัวโตเต็มที่มีความยาวประมาณ 30 เซนติเมตร แต่โดยทั่วไปจะมีขนาดเฉลี่ย 15 เซนติเมตร กินสัตว์น้ำขนาดเล็กเป็นอาหาร เช่น ปลาขนาดเล็ก กุ้ง หอยชนิดต่าง ๆ รวมถึงไส้เดือนดินหรือไส้เดือนน้ำ

ที่มา: http://www.nextsteptv.com/?p=7403

ฉลามให้กำเนิดลูกโดยไม่ผสมพันธุ์

เมื่อเร็วๆนี้ นักวิทยาศาตร์ได้เผยแพร่การค้นพบใหม่ว่า ฉลามเพศเมียได้ให้กำเนิดลูกน้อยของมัน โดยไม่จำเป็นต้องผสมพันธุ์กับตัวผู้ หรืออีกนัยหนึ่งคือ มันคลอดทั้ง ๆ ที่ไข่ไม่ได้รับการปฏิสนธิ

ฉลามเสือเพศเมียชื่อ ลีโอนี (Leonie) ในพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำได้วางไข่และลูก ๆ ทั้งสามตัวของมันฟักออกจากไข่อย่างฉลามทั่วไป

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฉลามเสือ (Stegostoma fasciatum) ออกไข่โดย “ไม่ผสมพันธุ์” แต่นี่เป็นครั้งแรกที่มีการบันทึกพฤติกรรมนี้ไว้ได้

ลีโอนีตกลูกครอกก่อนหน้านี้ในปี 2012 โดยการผสมพันธุ์กับฉลามหนุ่มในพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำรีฟเอชคิว เมืองทาวนส์ฮิลล์ รัฐควีนส์แลนด์ และหลังจากนั้นเจ้าหน้าที่จับลีโอนีแยกมาอยู่ในบ่อที่เธอไม่มีโอกาสเจอตัวผู้อีกเลย

ในบ่อใหม่ ลีโอนียังคงวางไข่ของเธอต่อไป อย่างเช่นที่แม่ไก่ทำ แต่เราไม่รู้ว่าไข่เหล่านั้นได้รับการปฏิสนธิหรือไม่ สามปีหลังแยกจากตัวผู้ เธอได้สร้างความประหลาดใจแก่นักวิทยาศาสตร์ผู้ดูแล ไข่บางฟองที่เกิดจากเธอฟักออกมาเป็นตัว

นับเป็นครั้งแรกที่เราสังเกตุพฤติกรรมนี้ได้ในปลาฉลาม แต่การเปลี่ยนพฤติกรรมสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศไปเป็นแบบพาร์ธีโนเจเนซิส (การสืบพันธุ์ที่ตัวอ่อนเจริญโดยไข่ไม่ได้รับการผสมกับสเปิร์ม) พบมาก่อนหน้านี้ในปลากระเบนลายจุดและงูสายรุ้งกัมพูชา

การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศลักษณะนี้ มีการสำรวจพบในสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นอีกหลายชนิดซึ่งมักจะไม่ค่อยเกิดขึ้นในภาวะปกติ นักวิทยาศาสตร์ในสวนสัตว์หลุยส์วิลล์ประหลาดใจมากที่งูเหลือมในการดูแลออกไข่โดยไม่ได้รับการผสมพันธุ์ พวกเขาตั้งข้อสังเกตุว่า อาจเกิดจากการที่พวกมันเก็บสเปิร์มของงูตัวผู้ไว้ในตัว

ในกรณีงูเหลือมที่หลุยส์วิลล์ ลูกของมันไม่ได้เกิดจากการปฏิสนธิระหว่างไข่กับสเปิร์มแน่นอน เพราะว่างูเหลือมสาวตัวนี้ไม่เคยได้ต้องกายงูเหลือมหนุ่มตัวใดเลย แต่ลีโอนีเคย และเมื่อตอนที่เธอให้กำเนิดลูกออกมา นักวิทยศาสตร์ในพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำควีนส์แลนด์กล่าวหาว่า เธอเก็บสเปิร์มของตัวผู้ไว้ หลังจากการทดสอบทางพันธุกรรมร่วมแรมปีแสดงให้เห็นว่า ลูก ๆ ของเธอไม่มีความหลากหลายทางพันธุกรรม ข้อสรุปจึงออกมาในทำนองลูกของเธอเกิดจากแม่โดยปราศจากพ่อ

 

ความอยู่รอดของสายพันธุ์

นักวิทยาศาสตร์ยังไม่ทราบแน่ชัดว่า เพราะเหตุใดสัตว์อย่างปลาฉลาม งู และสัตว์อื่น ๆ ที่ปกติมักจะสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ หันไปใช้วิธีการตั้งท้องโดยไม่ปฏิสนธิ เควิน เฟลด์ฮีม นักวิจัยผู้ตีมพิมพ์บทความลงในวารสาร Journal of Heredity เกี่ยวกับการสืบพันธุ์ในปลาฉลาม กล่าวว่า พวกมันอาจตอบสนองต่อภาวะที่หาคู่ผสมพันธุ์ไม่ได้

“เราคิดว่ามันเกิดขึ้นเพราะตัวเมียถูกแยกจากตัวผู้ครับ” เขาบอก

แต่ผลของการสืบพันธุ์แบบนี้ทำให้ลูกที่เกิดมาทุกตัวเป็นหมัน “นั่นเป็นหนึ่งในเรื่องที่น่าสนใจครับ” เขากล่าว “การศึกษาชิ้นหนึ่งพบว่า ปลาฉลามที่เติบโตมาโดยที่ไข่ไม่ผสมกับเสปิร์ม มักจะสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศเหมือนแม่ของมัน”

การให้กำเนิดตัวอ่อนที่มีความหลากหลายทางพันธุกรรมลดลงเป็นเรื่องที่ไม่น่ายินดีนัก แต่ฟีลด์ฮีมคิดว่า มันคงเป็นวิธีสุดท้ายที่ตัวเมียพยายามจะผลิตลูกหลาน

“ถ้าตัวเมียรวมฝูงกันแล้วไม่มีตัวผู้ผ่านมาผสมพันธุ์กับพวกมันเลย หรือในบางครั้งตัวผู้ก็หายากเหลือเกิน วิธีพาร์ธีโนเจเนซิสคงเป็นวิธีหนึ่งที่พวกมันสามารถส่งผ่านยีนไปยังรุ่นต่อไปได้” เขายกตัวอย่าง

แม้ว่าปัจจุบัน บรรดานักวิทยาศาสตร์จะไม่ทราบว่าสัตว์เหล่านี้ใช้วิธีพาร์ธีโนเจเนซิสแทนการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศหรือไม่ แต่ฟีลด์ฮีมยืนยันว่ามันไม่เคยเกิดขึ้นในกลุ่มสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

ดังนั้น พวกเราก็ยังสามารถหายใจกันได้อย่างปกติ

ที่มา : NGThai